แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อิสราเอล 12 เผ่า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อิสราเอล 12 เผ่า แสดงบทความทั้งหมด
วันอังคารที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2562
เฮเลน เกรซ มาเดร่า ค๊อกซ์
อาจารย์ เฮเลน เกรซ มาเดรา ค๊อกซ์ สิริอายุ 97 ปี, 97, of Lancaster, จากไปอยู่กับพระคริสต์เมื่อ 8 มกราคม 2019 เกิดในเมืองเอลิซาเบธทาวน์ เป็นบุตรสาวของ ไอแสคไตตัสมาเดร่า และเอลซี่ เฮินเลย์ เลย์แมนมาเดรา เป็นภรรยาของ อาจารย์ เอริค เจมส์ เอ็ดการ์ ค๊อกซ์(เสียชีวิตก่อนหน้านี้ในปี 1983 เฮเลน จบการศึกษาจากวิทยาลัยพระคริสตธรรมโคลัมเบีย เมื่อปี 1942 และจากวิทยาลัยวีตตันคอลเลจเมื่อปี 1943 เฮเลนเดินทางไปเป็นมิชชั่นนารีในประเทศจีนเมื่อปี 1947 ในปี 1951 แต่งงานกับอีริค ค๊อกซ์ ทั้งอีริค ละ เฮเลน ไปอยู่ในภาคเหนือของประเทศไทยเมื่อปี 1952 และทำพันธกิจกับชนเผ่าเมี้ยน(เย้า) เฮเลน มีหน้าที่สอนพระคัมภีร์และการเขียนตัวอักษรจัดเตรียมบทเรียนภาษาให้กับผู้ทำการรุ่นใหม่ เฮเลนเป็นสมาชิกของคริสตจักรแคลวารี ที่เมืองแลงแคสเตอร์ เฮเลนมีลูก 6 คน มิเรียม มอแรน อยู่ที่เมืองสโตนเมาเท่น รัฐจอร์เจีย ฟิลิป ค๊อกซ์ อยู่เมือง แชตตากูน่า รัฐเทนเนสซี จอห์น ค๊อกซ์ อยู่ที่เมืองฮอลแลนด์ รัฐมิชิแกน เอลิซาเบธ จั๊กเคท อยู่เมืองแบล้คเมาเท่น รัฐนอร์ทแคโรไลน่า เดวิด ค๊อกซ์ อยู่เมืองแมนเฮม รัฐเพนซิลวาเนีย
ปีเตอร์ ค๊อกซ์ อยู่เมืองแมลเวิน รัฐเพนซิลวาเนีย มีหลาน 10 คน และ เหลน 14 คน พิธีไว้อาลัยเฮเลน จัดขึ้นที่คริสตจักรแคลวารี 1051 ถนนแลนดิสวัลเลย์ เมืองแลงแคสเตอร์ เมื่อวันจันทร์ที่ 21 มกราคม 2019 เวลา 10.00 -11.00 น.
วันอังคารที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2561
ดวงตาที่สาม(นิมิต)
ตาดวงที่สาม(นิมิต)
ในหนังสือของเดล คาร์เนกี ตอนหนึ่งเขียนว่า "สองคนมองลอดกรงขังในเรือนจำ คนหนึ่งมองเห็นโคลน และ อีกคนมองเห็นดาว" ในสังคมที่ปราศจากนิมิตคนในสังคมนั้นคลำอยู่ในโลกมืดที่ไร้แสงสว่างนำทาง สังคมที่ไร้นิมิตจะจมอยู่ในปลักของสิ่งเก่าๆที่ไม่อาจจะพัฒนาการไปสู่การสร้างสรรค์ใดๆได้ กษัตรย์โซโลมอนจึงเขียนไว้ว่า "ที่ใดไม่มีนิมิตที่นั่นคนจะพินาศ" องค์พระเยซูทรงมองเห็นนิมิต "กำแพงกรุงเยรูซาเล็มถูกข้าศึกล้อมและทำลาย"ในขณะที่สาวกของพระองค์บางคนชมว่า "กำแพงเยรูซาเล็มแสนงาม" นิมิตช่วยให้เราเห็นตัวตนของเราในอนาคตที่ยาวไกล เราเรียกการมองเห็นนี้ว่า "วิสัยทัศน์" เราคงไม่สามารถมองเห็นมหาจักรวาลด้วยตาสองข้างเพราะว่ามันอยู่ไกลสุดวิสัยแห่งสายตาของเรา แต่กล้องของยานฮับเบิ้ลได้ส่งภาพห้วงอวกาศกลับมายังโลกทำให้เรามองเห็นโลกของเราหมุนอยู่ในห้วงมหาสุริยะจักรวาลของกลุ่มทางช้างเผือก “ตาเป็นประทีปของร่างกาย เพราะฉะนั้นถ้าตาของท่านปกติ ทั้งตัวของท่านก็พลอยสว่างไปด้วย แต่ถ้าตาของท่านผิดปกติ ทั้งตัวของท่านก็พลอยมืดไปด้วย เพราะฉะนั้นถ้าความสว่างซึ่งอยู่ในตัวท่านมืดไป ความมืดนั้นจะหนาทึบสักเพียงใดหนอ" "พระเยซูทรงสอนถึงนิมิตว่า "ความสว่างซึ่งอยู่ในตัวท่าน" พระองค์สอนถึงดวงตาภายในจิตวิญญาณของเรา(insight) ดังนั้นให้เราแสวงหาเปิดตาดวงนี้ โดยการเข้าเฝ้าพระเจ้าโดยการอธิษฐานและการภาวนาพระวจนะอย่างจริงจัง เราจะได้รับนิมิตแห่งปัญญาญาณเป็นพิเศษ "สิ่งที่ตามองไม่เห็นและหูไม่ได้ยินพระเจ้าทรงเตรียมไว้สำหรับคนที่รักพระองค์
ในหนังสือของเดล คาร์เนกี ตอนหนึ่งเขียนว่า "สองคนมองลอดกรงขังในเรือนจำ คนหนึ่งมองเห็นโคลน และ อีกคนมองเห็นดาว" ในสังคมที่ปราศจากนิมิตคนในสังคมนั้นคลำอยู่ในโลกมืดที่ไร้แสงสว่างนำทาง สังคมที่ไร้นิมิตจะจมอยู่ในปลักของสิ่งเก่าๆที่ไม่อาจจะพัฒนาการไปสู่การสร้างสรรค์ใดๆได้ กษัตรย์โซโลมอนจึงเขียนไว้ว่า "ที่ใดไม่มีนิมิตที่นั่นคนจะพินาศ" องค์พระเยซูทรงมองเห็นนิมิต "กำแพงกรุงเยรูซาเล็มถูกข้าศึกล้อมและทำลาย"ในขณะที่สาวกของพระองค์บางคนชมว่า "กำแพงเยรูซาเล็มแสนงาม" นิมิตช่วยให้เราเห็นตัวตนของเราในอนาคตที่ยาวไกล เราเรียกการมองเห็นนี้ว่า "วิสัยทัศน์" เราคงไม่สามารถมองเห็นมหาจักรวาลด้วยตาสองข้างเพราะว่ามันอยู่ไกลสุดวิสัยแห่งสายตาของเรา แต่กล้องของยานฮับเบิ้ลได้ส่งภาพห้วงอวกาศกลับมายังโลกทำให้เรามองเห็นโลกของเราหมุนอยู่ในห้วงมหาสุริยะจักรวาลของกลุ่มทางช้างเผือก “ตาเป็นประทีปของร่างกาย เพราะฉะนั้นถ้าตาของท่านปกติ ทั้งตัวของท่านก็พลอยสว่างไปด้วย แต่ถ้าตาของท่านผิดปกติ ทั้งตัวของท่านก็พลอยมืดไปด้วย เพราะฉะนั้นถ้าความสว่างซึ่งอยู่ในตัวท่านมืดไป ความมืดนั้นจะหนาทึบสักเพียงใดหนอ" "พระเยซูทรงสอนถึงนิมิตว่า "ความสว่างซึ่งอยู่ในตัวท่าน" พระองค์สอนถึงดวงตาภายในจิตวิญญาณของเรา(insight) ดังนั้นให้เราแสวงหาเปิดตาดวงนี้ โดยการเข้าเฝ้าพระเจ้าโดยการอธิษฐานและการภาวนาพระวจนะอย่างจริงจัง เราจะได้รับนิมิตแห่งปัญญาญาณเป็นพิเศษ "สิ่งที่ตามองไม่เห็นและหูไม่ได้ยินพระเจ้าทรงเตรียมไว้สำหรับคนที่รักพระองค์
วันพฤหัสบดีที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2560
12 เผ่าอิสราเอล
(ประมาณ ก่อน.ค.ศ. 1250 - 1000)
แผ่นดินพระสัญญา
"ดังนั้นแหละ พระเจ้าประทานแผ่นดินทั้งสิ้นแก่คนอิสราเอล ดังที่พระองค์ทรงปฏิญาณว่าจะให้แก่บรรพบุรุษของเขา" (โยชูวา 21.43 )
คนสมัยโบราณเรียกปาเลสไตน์ว่าแผ่นดินคานาอัน พวกอิสราเอลเรียกประชาชนที่อาศัยอยู่ที่นั่นก่อนที่ตนจะเข้าไปตั้งหลักแหล่งว่า "ชาวคานาอัน" และ "ชาวอาโมไรต์" ในแผ่นดินคานาอันมีชนหลายชาติอาศัยอยู่ที่นั่นมานานแล้ว(โยชูวา 3.10 ) ประชาชนในแผ่นดินนี้มีอารยธรรมสูงมาก เมืองต่างๆ สร้างขึ้นอย่างดี ทุกเมืองมีเจ้าเมืองปกครองและมีพื้นที่เกษตรกรรมขนาดย่อมอยู่ใกล้เคียง มีการติดต่อค้าขายกับ อียิปต์ เมโสโปเตเมีย และกรีก ชาวคานาอันเป็นพวกแรกที่ประดิษฐ์ตัวอักษรที่ใช้เขียนบนที่ราบแบนได้ ก่อนหน้านั้นถ้าจะเขียนถึงอะไรก็ต้องเขียนรูปภาพของสิ่งนั้น
ชาวคานาอันมีพระสูงสุดองค์หนึ่งเรียกว่า "เอล" แต่ส่วนใหญ่จะนมัสการพระบาอัล การนมัสการของชาวคานาอันกระทำกันในรูปแบบการใช้ความรุนแรงทางเพศ โดยเชื่อว่าการกระทำเช่นนั้นจะทำให้ไร่ นา ฝูงสัตว์และครอบครัวของตนเกิดผลและมีลูกดก
ก่อน ก.ค.ศ. 1250 อียิปต์ครอบครองคานาอันบ่อยครั้ง ฟาโรห์หลายองค์ปราบปรามเจ้าเมืองต่างๆ ของคานาอันลงเป็นข้าทาสบริวารและบังคับให้ส่งส่วย โดยพระองค์ส่งกองทัพไปคุ้มครองเป็นการตอบแทน ยามใดที่อียิปต์อ่อนกำลังลง บรรดาเจ้าเมืองก็เดือดร้อน บ่อยครั้งพวกเขาไม่สามารถรักษาอำนาจของตนไว้ได้ มักถูกเจ้าเมืองหรือชนกลุ่มใหม่ที่ต้องการเข้ามาตั้งหลักแหล่งในคานาอันบุกโจมตี ตอนที่อิสราเอลเข้าไปตั้งหลักแหล่งในคานาอันก็เป็นช่วงที่อียิปต์หมดอำนาจ
ฟาโรห์เมอร์เนปทาห์แห่งอียิปต์พยายามเข้าควบคุมปาเลสไตน์อีกครั้ง แต่ก็ถูกชาวทะเลศัตรูกลุ่มใหม่บุกเข้าโจมตี ชาวทะเลที่ว่านี้มีพวกฟิลิสเตียรวมอยู่ด้วย อียิปต์พบว่ายากที่ตนจะป้องกันประเทศให้พ้นจากการรุกรานของชาวทะเล จึงยอมให้เข้าไปตั้งหลักแหล่งในคานาอัน พวกฟิลิสเตียได้สร้างเมืองขึ้นมา 5 เมือง คือ กาซา อัชเคโลน อัชโดด เอโครน และกัท
เพราะอียิปต์อ่อนกำลังลงทำให้ปาเลสไตน์วุ่นวาย บรรดาผู้บุกรุกกลุ่มใหม่เข้ามายึดครองเมืองต่างๆ และสร้างขึ้นใหม่อีกหลายเมือง บริเวณที่มีประชาชนอาศัยอยู่หนาแน่นที่สุดคือบริเวณที่ราบลุ่มชายฝั่งทะเลและที่ราบเอสเดรอีโลน บริเวณนอกปาเลสไตน์ก็มีการเปลี่ยนแปลงด้วย ชาวเอโดมและชาวโมอับได้สถาปนาราชอาณาจักรของตนขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงใต้และทิศตะวันออกของทะเลตาย บริเวณทะเลทรายก็มีเผ่าเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์อาศัยอยู่ เช่น พวกมีเดียนและอามาเลข ในระยะนั้นไม่มีประเทศใดในเมโสโปเตเมียเข้มแข็งพอที่จะมีอิทธิพลอยู่ได้นาน
อิสราเอล 12 เผ่าหลักแหล่งในปาเลสไตน์
อิสราเอลเข้าไปยึดครองคานาอันตอนปลายยุค ระหว่าง ก.ค.ศ. 1250-1000 พระธรรมโยชูวาเล่าถึงวิธีที่โยชูวานำอิสราเอลข้ามแม่น้ำจอร์แดนและเข้ายึดเมืองเยรีโค(โยชูวา1-5) อิสราเอลสามารถพิชิตเมืองต่างๆ ที่อยู่บนเนินเขาด้านเหนือและด้านใต้ของเยรูซาเล็ม (โยชูวา 7-10) และพูดถึงชัยชนะที่ภาคเหนือของปาเลสไตน์คือบริเวณรอบๆ เมืองฮาโซร์(โยชูวา 11) หลักฐานทางโบราณคดียืนยันว่าเมืองต่าง ๆ เช่น เดบีร์ ลาคิช และฮาโซร์ ถูกทำลายในช่วงนี้ รวมทั้งเบธเอล แต่ไม่ใช่เมืองอัย
การแบ่งดินแดนสองสามบทสุดท้ายของพระธรรมโยชูวาเป็นเรื่องการแบ่งดินแดนกันระหว่างอิสราเอล 12 เผ่า มีบางตอนบอกว่าอิสราเอลพิชิตปาเลสไตน์ไม่หมด ที่น่าสังเกตก็คือ แม้ว่าอิสราเอลจะเข้าไปตั้งหลักแหล่งในปาเลสไตน์ได้แล้ว แต่ก็มีเมืองของชาวคานาอันเป็นจำนวนมากที่ยังเป็นเอกราชอยู่เหมือนเดิม (โยชูวา 13.1-6 , 13 , 15.63, 16.10, 17.11-13) พระธรรมผู้วินิจฉัยบทแรกก็ยืนยันความจริงนี้ ทำให้มองเห็นได้ชัดเจนว่าอิสราเอล 12 เผ่าไม่สามารถยึดปาเลสไตน์เป็นของตนได้ทั้งหมด (ผู้วินิจฉัย 1.29-36)
เพื่อจะเข้าใจเรื่องในช่วงนี้ เราต้องสังเกตสิ่งที่พระธรรมโยชูวาไม่ได้บอกไว้ ดังนี้
1. ไม่ได้เขียนไว้ว่าอิสราเอลต่อสู้เพื่อยึดครองบริเวณชายฝั่งทะเลของปาเลสไตน์ คนพวกนั้นเข้มแข็งเกินที่จะเอาชนะได้ (โยชูวา13.2-3)
2. ไม่ได้พูดถึงทุ่งราบเอสเดรอีโลนซึ่งอยู่ในหุบเขาคีโชน ที่นั่นมีชาวคานาอันและอาโมไรต์อยู่หนาแน่นเกินกว่าอิสราเอลจะยึดครอง
3. ไม่ได้พูดถึงการยึดเมืองชิโลห์และเชเคมซึ่งสองเมืองนี้มีความสำคัญมากในประวัติศาสตร์อิสราเอล
พระธรรมโยชูวา 24 บอกว่าทุกเผ่าผูกพันกันโดยพันธสัญญาที่ทำกับพระเจ้าร่วมกัน โยชูวาเรียกเผ่าต่างๆ มาประชุมกันที่เมืองเชเคม ขอให้พวกเขาละทิ้งพระเทียมเท็จและทำสัตยาบันร่วมกันว่าจะเชื่อฟังพระเจ้า ความเป็นเอกภาพทางศาสนาคือสิ่งยึดเหนี่ยวสิบสองเผ่าไว้มั่นและทำให้เกิดความรับผิดชอบซึ่งกันและกัน ภายหลังเมืองชิโลห์กลายเป็นศูนย์กลางที่เผ่าต่างๆพากันมานมัสการพระเจ้าร่วมกัน เผ่าเลวีกลายเป็นชุมชนที่รับผิดชอบด้านศาสนาจึงไม่ได้รับดินแดนเป็นส่วนแบ่งโดยเฉพาะ แต่กระจายกันอยู่ในดินแดนของเผ่าต่าง ๆ
พระธรรมผู้วินิจฉัยเล่าเรื่องอิสราเอล 12 เผ่าต่อ และบันทึกเรื่องความทุกข์ลำบากต่างๆที่พวกเขาต้องเผชิญขณะที่เข้าไปยึดครองปาเลสไตน์ ผู้เขียนพระธรรมผู้วินิจฉัยแสดงให้เห็นว่าเมื่อใดที่เผ่าต่างๆเชื่อฟังพระเจ้า พวกเขาก็เข้มแข็งขึ้น แต่เมื่อใดที่ไม่รับใช้พระองค์ก็จะอ่อนแอลง
ภารกิจของผู้วินิจฉัยผู้วินิจฉัยคือผู้ที่ได้รับการดลใจจากพระเจ้าให้เป็นผู้นำเผ่าต่างๆ ทำสงครามกับศัตรู เมื่อใดที่มีผู้วินิจฉัยเป็นผู้นำ พวกเขาก็เข้มแข็งขึ้น และตระหนักได้ว่าพวกเขาต้องรับใช้พระเจ้าและรับใช้ซึ่งกันละกัน พระธรรมผู้วินิจฉัยพูดถึงวิธีที่อิสราเอลเผ่าต่างๆ จัดการกับศัตรูทั้งหลายในยุคนั้น เพื่อจะรักษาแผ่นดินไว้ให้ได้มากพอสำหรับเป็นที่อยู่อาศัยและทำมาหากินเป็นหลักแหล่ง และเพื่อให้ชีวิตของพวกตนมีความสุขความเจริญ
ศัตรูของอิสราเอล
พวกฟิลิสเตีย มีผู้วินิจฉัยสองคนที่ต่อสู้กับพวกฟิลิสเตียคือ ชัมการ์ ประมาณ ก.ค.ศ. 1150 (วนฉ 3.31) และแซมสัน (วนฉ 13.1-16.31) ท่านทำงานแบบกองโจรไม่ใช่แบบกองทัพ
พวกคานาอัน เดโบราห์เป็นผู้ปลุกระดมเผ่าต่างๆ ที่อยู่ทางภาคกลางและภาคเหนือของปาเลสไตน์ให้ลุกขึ้นต่อสู้กับพวกคานาอันที่ทุ่งราบเอสเดรอีโลนจนได้ชัยชนะ มีเรื่องนี้เล่าไว้ 2 สำนวน คือแบบร้อยแก้ว(ผู้วินิจฉัย บทที่ 4 ) และแบบร้อยกรอง (ผู้วินิจฉัยบทที่ 5)
เผ่าต่าง ๆ ที่พูดภาษาอารัม สามราชอาณาจักรที่อยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดนทำสงครามกับอิสราเอล ช่วงนี้ด้วย
พวกคานาอัน เดโบราห์เป็นผู้ปลุกระดมเผ่าต่างๆ ที่อยู่ทางภาคกลางและภาคเหนือของปาเลสไตน์ให้ลุกขึ้นต่อสู้กับพวกคานาอันที่ทุ่งราบเอสเดรอีโลนจนได้ชัยชนะ มีเรื่องนี้เล่าไว้ 2 สำนวน คือแบบร้อยแก้ว(ผู้วินิจฉัย บทที่ 4 ) และแบบร้อยกรอง (ผู้วินิจฉัยบทที่ 5)
เผ่าต่าง ๆ ที่พูดภาษาอารัม สามราชอาณาจักรที่อยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดนทำสงครามกับอิสราเอล ช่วงนี้ด้วย
โอทนีเอล รบชนะกษัตริย์แห่งเอโดม ประมาณ ก.ค.ศ. 1200 (วนฉ 3.7-11)
เอฮูด สังหารกษัตริย์แห่งโมอับ ก.ค.ศ. 1175 (วนฉ 3.12-30)
เยฟธาห์ ประมาณ ก.ค.ศ. 1050 นำกองทัพต่อสู้กับชาวอัมโมน (วนฉ 10.6-12.7)
ชนเผ่าเร่ร่อนผู้บุกรุก กิเดโอน นำกองกำลังอิสราเอลขนาดย่อมต่อสู้กับพวกมีเดียนและอามาเลข ซึ่งบุกรุกดินแดนอิสราเอลและขโมยพืชผลอยู่เสมอ (ประมาณ ก.ค.ศ. 1100) กิเดโอนขับไล่ผู้บุกรุกออกจากปาเลสไตน์ได้สำเร็จ ทำให้เผ่าต่างๆบรรเทาความเดือดร้อนลง (วนฉ 6.1-8.35)
พระธรรมผู้วินิจฉัยแสดงให้เห็นว่าอิสราเอล 12 เผ่าสามารถต่อสู้กับศัตรูได้เป็นอย่างดี และประสบชัยชนะครั้งสำคัญอยู่หลายหน แต่พวกฟิลิสเตียก็ยังคงมีอำนาจเกินกว่าที่พวกเขาจะปราบให้ราบคาบได้
พระเจ้าจอมโยธา
อิสราเอล 12 เผ่ารู้ดีว่าพวกตนเป็นของกันและกัน เพราะต่างก็นับถือและนมัสการพระเจ้าผู้ทรงพระนามว่ายาห์เวห์องค์เดียวกัน พวกเขาทำพันธสัญญากับพระเจ้าร่วมกันที่เมืองเชเคม และปฏิญาณว่าจะปรนนิบัติรับใช้พระองค์เท่านั้น (โยชูวา 24) ก่อนหน้านี้มีบางคนที่เข้าร่วมพิธีพันธสัญญาอาจจะรู้เพียงแต่ว่าพระองค์ทรงพระนามว่า "เอล" ภายใต้การนำของโยชูวาทุกคนเห็นพ้องกันว่าควรจะเรียกพระนามพระองค์ว่า "ยาห์เวห์" (เยโฮวาห์)
มีอยู่สามสิ่งที่สำคัญมากเป็นพิเศษในศาสนาของอิสราเอล 12 เผ่าในช่วงนี้ คือ หีบพันธสัญญา หนังสือพันธสัญญา และเทศกาลต่างๆ
หีบพันธสัญญาหีบพันธสัญญาเป็นหัวใจหรือศูนย์กลางที่สร้างความเป็นเอกภาพให้เกิดขึ้นในการนมัสการพระเจ้า สมัยที่อิสราเอลตั้งหลักแหล่งใหม่ๆ หีบนี้อาจเก็บไว้ที่กิลกาล (โยชูวา4.15-24) ภายหลังจึงย้ายไปเก็บที่เมืองเบธเอล (ผู้วินิจฉัย 20.27) ในสมัยซามูเอลหีบนี้เก็บไว้ที่เมืองชิโลห์ (1ซามูเอล3.3) โดยเชื่อว่าหีบใบนี้มีความเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับพระเจ้าจึงมีฤทธานุภาพอยู่ในตัว ดังนั้นในยามเกิดสงคราม พวกเขาจะหามหีบพันธสัญญานำหน้ากองทัพเพื่อบำรุงขวัญบรรดานักรบของพระเจ้า (1 ซามูเอล 4.5-9) และใช้พระนามใหม่ที่เกี่ยวข้องกับหีบพันธสัญญาว่า "ยาห์เวห์ สะบาโอธ" แปลว่า "พระเจ้าจอมโยธา" แสดงว่า พระเจ้าทรงจอมทัพของพวกเขา (1ซามูเอล 4.4)หนังสือพันธสัญญาเมื่ออิสราเอลตั้งหลักแหล่งในปาเลสไตน์แล้ว ก็เริ่มต้นดำเนินชีวิตแบบใหม่ เลิกอาชีพเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์หันมาเป็นชาวไร่ชาวนา พระบัญญัติ 10 ประการยังมีความสำคัญ แต่พวกเขาจำเป็นต้องมีกฎระเบียบสำหรับการดำเนินชีวิตบนเส้นทางใหม่ บรรดาผู้นำทั้งหลายอาจสนองความต้องการนี้โดยการนำเอาคำสั่งสอนที่มีอยู่ในพระธรรม อพยพ20.22-23.33 มาแนะนำให้ใช้ สี่บทนี้มักจะเรียกกันว่า "หนังสือพันธสัญญา" กฎหมายบางอย่างในอพยพสี่บทดังกล่าวคล้ายคลึงกับกฎหมายของชนเผ่าอื่นๆในสมัยโบราณที่ตั้งบ้านเมืองอาศัยเป็นหลักแหล่ง ตามปกติกฎหมายดังกล่าวจะมีรูปแบบดังนี้ "ถ้าผู้ใด....... ผู้นั้นต้อง" แสดงให้ประชาชนรู้ว่าควรประพฤติตนในสถานการณ์ต่างๆ อย่างไร แต่ก็มีกฎหมายบางข้อที่มีรูปแบบเหมือนบัญญัติ 10 ประการคือ "จง และ อย่า" ซึ่งดูเหมือนจะเป็นกฎหมายรูปแบบใหม่ แสดงว่าอิสราเอลต่างกับชนชาติอื่นหนังสือพันธสัญญาบอกไว้อย่างชัดเจนว่า อิสราเอลต้องรับใช้พระเจ้าองค์เดียวเท่านั้น ต้องไม่นมัสการพระของชาวคานาอัน(อพยพ 22.20 23.13) กฎหมายบางข้อตักเตือนอิสราเอลมิให้นำประเพณีของชาวคานาอันมาใช้ในการนมัสการพระเจ้า (อพยพ 22.18 , 23.18)กฎหมายข้ออื่นๆ สนับสนุนให้มีความเมตตากรุณาต่อคนที่จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือเช่น คนแปลกหน้า (อพยพ22.21, 23.9) หญิงหม้ายและลูกกำพร้า (อพยพ 22.22) คนยากจน (อพยพ 22.25-27, 23.3)และทาส(อพยพ21.1-11)เทศกาลเลี้ยงสามอย่างหนังสือพันธสัญญาพูดถึงเทศกาลประจำปีสามอย่างที่ประชาชนอิสราเอลต้องเลี้ยงฉลองกัน (อพยพ23.14-17) พระธรรมอพยพ 34.18-พูดถึงเทศกาลต่างๆ ไว้คล้าย ๆ มีสองเทศกาลคือกินขนมปังไร้เชื้อและเทศกาลฉลองการเก็บเกี่ยว ซึ่งฉลองกันในฤดูใบไม้ผลิ คือต้นฤดูและปลายฤดูเก็บเกี่ยวธัญพืช ส่วนอีกเทศกาลหนึ่งคือเทศกาลเลี้ยงฉลองการเก็บพืชผลปลายปี กระทำกันในฤดูใบไม้ร่วง เทศกาลทั้งสามนี้เหมาะกับชุมชนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดตามฤดูกาลเมื่อพวกอิสราเอลเข้าไปตั้งหลักแหล่งในปาเลสไตน์และเริ่มใช้เทศกาลทั้งสามนี้ในการนมัสการพระเจ้า เทศกาลปัสกาฉลองเวลาเดียวกับเทศกาลกินขนมปังไร้เชื้อ ทั้งสองกลายเป็นเทศกาลใหญ่ในอิสราเอล เรื่องการอพยพกับเทศกาลกินขนมปังไร้เชื้อถูกโยงเข้าด้วยกันในความคิดของอิสราเอล ต่อมาอีกสองเทศกาลก็ไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ต่างๆ ในประวัติศาสตร์ของชาติ เทศกาลฉลองการเก็บเกี่ยวผลแรกกลายเป็นเทศกาลเพนเทคศเตซึ่งเป็นเทศกาลสำหรับรำลึกถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งที่พระเจ้าประทานพระบัญญัติให้แก่พวกเขาที่ภูเขาซีนาย เทศกาลฉลองการเก็บพืชผลปลายปีกลายเป็นเทศกาลอยู่เพิงหรืออยู่เต็นท์ เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ตอนที่อิสราเอลเร่ร่อนอยู่ในถิ่นทุรกันดาร
ดังนั้นเทศกาลเกี่ยวข้องกับเกษตรกรรมทั้งสามนี้จึงกลายเป็นโอกาสที่อิสราเอลจะรำลึกถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่พระเจ้าทรงปลดปล่อยพวกเขาให้พ้นจากการเป็นทาสที่อียีปต์ และตั้งให้พวกเขาเป็นประชาชนพิเศษของพระองค์ เทศกาลเลี้ยงในฤดูใบไม้ร่วงอาจกลายเป็นเวลาที่กำหนดให้เผ่าต่างๆ มาชุมนุมกันทุกปีที่ชิโลห์สถานที่เก็บหีบพันธสัญญา และกลายเป็นเวลาที่กำหนดให้มีการรื้อฟื้นพันธสัญญาในฐานะเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้าองค์เดียวกัน (เฉลยธรรมบัญญัติ 31.9-13, 1 ซามูเอล 1.3)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

